‘แสนแรก’ ไม่แสนสาหัส : วิธีเก็บเงินแสนให้ได้ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน

#fintips #เคล็ดลับการเงิน #บัญชีเงินออมดอกสูง

25 ก.ค. 2564

ชีวิตการทำงานในช่วงปีแรก มักเป็นเวลาแห่งการเริ่มต้นที่สำคัญ ทั้งด้านอาชีพการงาน รวมถึงเรื่องการเงินด้วย หากเราเริ่มต้นเก็บเงินได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้เร็วขึ้นเท่านั้น

สำหรับใครที่เริ่มทำงานปีแรก ๆ จึงไม่ควรปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ควรเริ่มออมเงินอย่างมีเป้าหมายทันทีเพื่ออนาคตที่สดใส อย่างน้อยจากเศรษฐกิจในตอนนี้ การมีเงินออมเก็บไว้ก็เป็นสิ่งที่สร้างความอุ่นใจให้เราได้ หลายคนอาจจะคิดว่าทำงานปีแรกด้วยเงินเดือนเริ่มต้นน้อยนิด แล้วจะเหลืออะไรมาเก็บออมอีกล่ะ มาลองดูไปพร้อมกันว่าเงินแสนแรกนั้น ไม่ได้แสนสาหัสจนเกินเอื้อม หากมีเคล็ดลับวิธีออมอย่างถูกต้อง

การจะเก็บเงินแสนให้ได้ใน 1 ปี เราต้องเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 8,300 บาท สำหรับคนที่สามารถหักเงินออมจำนวนนี้ได้เลยโดยที่ไม่กระทบค่าใช้จ่าย เรายินดีด้วย คุณเก่งมากแล้ว! แต่หากใครที่ยังทำไม่ได้ อย่าท้อใจไป ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ ค่อย ๆ เพิ่มพูนเงินออม เราต้องบรรลุเป้าหมายได้แน่นอน

 


1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องนึกถึงไม่ว่าจะเริ่มทำอะไร คือ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจและมุ่งมั่นไปถึงเป้าหมายได้ เราควรตั้งคำถามและตอบให้ชัดเจนก่อนว่า การจะเก็บเงิน 100,000 บาทให้ได้ภายใน 1 ปีนั้น เราจะเก็บไปเพื่ออะไร เช่น เก็บเพื่อดาวน์รถยนต์คันใหม่ตอนปลายปี หรือเก็บเพื่อรวมเงินไปดาวน์บ้านเมื่อครบ 5 ปี เป็นต้น เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน มีสิ่งที่เราตั้งตารอคอย วินัยและความมุ่งมั่นที่จะทำตามแผนที่วางไว้ก็จะมาเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ‘ความสุข’ เราต่างเก็บเงินเพื่อเป้าหมายที่จะทำให้เรามีความสุข ดังนั้นระหว่างทางก็ไม่ควรจะเต็มไปด้วยความทุกข์ การมีความตั้งใจ มีวินัยเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่ากดดันตัวเองจนความสุขในแต่ละวันหายไป คนที่รู้สึกว่าตนเองมีรายได้น้อย รายจ่ายเยอะจนอาจทำได้ไม่ถึงเป้าก็อย่าเพิ่งหมดหวัง วันนี้อาจจะน้อย แต่ปีต่อ ๆ ไปเมื่อเราได้รายรับเพิ่มขึ้น ลดจำนวนหนี้สินได้ เงินออมของเราก็จะเพิ่มพูนเอง ขอแค่มีมุ่งมั่นและออมอย่างสม่ำเสมอก็พอ


2. ไม่ประมาทกับรายจ่ายเล็กน้อยประจำวัน
“ชงกาแฟเองประหยัดได้เยอะเลยนะ” หากสำรวจรายจ่ายกันอย่างถี่ถ้วน หลายคนคงพบว่าเสียเงินไปกับค่ากาแฟและค่าอาหารเป็นจำนวนมาก โดยที่เราแทบไม่เอะใจเลย

ลองคำนวณดูว่าถ้าเราซื้อกาแฟร้านข้างนอกดื่มวันละแก้ว เฉลี่ยแก้วละ 100 บาท 30 วัน 100 x 30 เท่ากับเราเสียเงินค่ากาแฟต่อเดือนถึง 3,000 บาท อาจจะไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเลิกซื้อกาแฟดื่มอย่างเด็ดขาด แต่ลองปรับการใช้เงินโดยการกำหนดตัวเองให้ซื้อร้านนอกได้สัปดาห์ละ 1-2 แก้ว นอกนั้นชงดื่มเองที่บ้าน เท่านี้เราก็จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นอีกหลายพันบาท


3. อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ให้รางวัลตัวเองได้ แค่ลองเปลี่ยนรูปแบบ
การให้รางวัลตัวเองหลังจากทำงานมาเหนื่อย ๆ ด้วยการไปเที่ยวสักทริป ซื้อกระเป๋าที่อยากได้มานาน หรือซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้ชีวิตการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยของเราได้มาก และเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายการออมเงินได้อย่างมั่นคง ในช่วงที่เก็บเงิน เราไม่จำเป็นต้องตัดรางวัลส่วนนี้ทิ้งไปเลย แต่ลองลดราคารางวัลลงมาสักหน่อย จากเสื้อผ้าที่เคยซื้อเดือนละ 5 ชุด ลดลงเหลือ 2 ชุด หรืออาจจะลดความถี่ในการให้รางวัลตัวเองลงมาบ้าง เช่น จากเดือนละครั้งก็เป็นสามเดือนครั้ง หรือเปลี่ยนจากเดิมที่ไปร้านสปาร้านนวด เปลี่ยนเป็นซื้อชุดทำสปาดี ๆ กับเทียนหอมมาดูแลตัวเองที่บ้านสลับกับการออกไปเสียเงินใช้บริการนอกบ้านตลอด ซึ่งแบบนี้เราก็จะยังได้ให้รางวัลตัวเองเหมือนเดิม แต่ประหยัดเงินเพิ่มขึ้น เหลือเงินไว้ออมมากขึ้น และไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น


4. สมัยนี้ใคร ๆ ก็มีงานเสริม
เราไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองไว้กับรายได้ทางเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะโลกยุคนี้เอื้อให้การหารายได้ทำได้ง่ายขึ้นมากผ่านช่องทางออนไลน์ จะขายของก็ไม่ต้องมีหน้าร้านเสียค่าเช่า ลูกค้าทักมาก็คอยตอบระหว่างพักหรือหลังเลิกงานได้ ใครทำอาหารเก่งจะทำอาหารไปขายเพื่อน ๆ ในออฟฟิศ หรือเลือกขายเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเท่านี้ก็หมดกังวลว่าเงินเดือนเริ่มต้นหมื่นห้าจะพอให้เหลือออมหรือเปล่า เพราะเมื่อรายรับเพิ่ม เงินออมก็เพิ่ม และบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น บางคนอาจทำงานเสริมได้รุ่งจนรายรับมากกว่าเงินเดือนด้วยซ้ำ อาจจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นหน่อยแต่ก็คุ้มค่า


5. อย่าสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น
อุปสรรคสำคัญของการออมเงินคือหนี้สิน การมีหนี้สินทำให้รายจ่ายที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น และทำให้เราเหลือเงินเก็บออมลดน้อยลง เช่น ถ้าหากเราอยากได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ราคา 30,000 โดยใช้วิธีผ่อน 0% 10 เดือน ต่อให้ยอดชำระต่อเดือนดูไม่เยอะ แต่ทำให้เงินออมที่เราจะได้ต่อปีนั้นหายไปถึง 30,000 บาทเลย ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจสร้างหนี้เหล่านี้ ขอให้ลองชั่งน้ำหนักดูก่อนว่าระหว่างโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ กับเป้าหมายเงินแสนของเรา อะไรสำคัญกว่ากัน ยอมอดใจรออีกสักปี เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่ตั้งใจไว้ก่อนดีกว่า


6. กระปุกหมูช่วยเราได้
คงมีหลาย ๆ คนที่เวลานับเงินก็จะสนใจแต่เงินที่เป็นธนบัตร เป็นแบงก์ใหญ่ เช่น แบงก์ร้อย แบงก์พัน จะมีเศษเหรียญหรือแบงก์ย่อยเท่าไหร่นั้นก็ไม่ได้สนใจมากนัก รู้ไหมว่าถึงแบงก์และเศษเหรียญเหล่านี้มีมูลค่าไม่มาก แต่ก็สามารถรวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ได้เช่นกัน ดังนั้น การมีกระปุกหมูออมสินไว้หยอดเหมือนตอนเป็นเด็กน้อย ก็ยังเป็นวิธีเก็บเงินที่คลาสสิกและเห็นผลอยู่ ลองตั้งกระปุกหมูไว้สักอัน เลิกงานกลับมาก็เอาเศษเหรียญหรือแบงก์ย่อยทั้งหมดที่มีหยอดลงไป ไม่แน่นะ พอทุบกระปุกตอนสิ้นปี จากสิบบาทยี่สิบบาท อาจกลายเป็นหลักพัน หลักหมื่น ช่วยมาเติมยอดเงินเก็บของเราจนครบแสนเลยก็ได้ และอย่าลืมที่จะเอาเงินในกระปุกหมูที่เราเก็บไว้ไปฝากไว้ในบัญชีที่ได้ผลตอบแทนดี ๆ ดอกเบี้ยสูง และ ไม่มีข้อจำกัดในการฝากถอน จะช่วยให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นไปอีก

 


ttb สนับสนุนให้ทุกคนออมเงิน
ไม่ว่าจะเป็นน้อง ๆ จบใหม่หรือใครก็ตามที่ตั้งใจจะเริ่มลงมือเก็บเงิน ขอแนะนำ บัญชี no fixed บัญชีเพื่อออมที่ให้ดอกเบี้ยรวมโบนัสสูงตั้งแต่บาทแรก เป็นอีกทางที่ช่วยเพิ่มพูนเงินออมให้งอกเงย เหมาะกับคนที่เริ่มเก็บเงินแสนแรก ยังช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ง่าย ๆ ด้วย savings goal บริการที่แยกเงินออมของเราได้ตามแต่ละเป้าหมาย จัดการง่ายในบัญชีเดียว ผ่านแอปพลิเคชัน ttb touch

หวังว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนที่มุ่งมั่นในการออมเงิน สามารถพิชิตเป้าหมายเงินแสนได้สำเร็จ เก็บเงินก้อนได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะการเริ่มลงมือทำย่อมได้ผลเสมอ