external-popup-close

คุณกำลังจะออกจากเว็บไซต์
ttbbank.com ไปยังเว็บไซต์อื่น

ตกลง

ส่องงานวิจัยพร้อมแนวทางการรักษาใหม่ เพื่อรับมือโรคยอดฮิตในผู้สูงอายุ

14 ก.พ. 2565

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นสิ่งที่หลายคนกังวลคงไม่พ้นโรคภัยที่เข้ามาเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 50 ขึ้นไป ร่างกายที่ใช้งานมายาวนานก็ถึงคราวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพราะโรคต่าง ๆ สามารถเข้ามาโจมตีได้ง่ายกว่าช่วงวัยหนุ่มสาวที่ยังคงแข็งแรง จากข้อมูลของแพทย์สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าโรคที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงวัยชาวไทย ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคข้อเข่าเสื่อม, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอัลไซเมอร์, โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง และจากชื่อของแต่ละโรคที่กล่าวมานี้ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมครับ แต่ข่าวดีก็คือวงการแพทย์ได้พบงานวิจัยชิ้นใหม่ที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้รักษาโรคยอดฮิตได้ วันนี้ reserve magazine จึงขอพามาสำรวจแนวทางการรักษาด้วยวิธีใหม่ ๆ กันครับ

งานวิจัยในการรับมือโรคยอดฮิตในผู้สูงอายุ


1. การคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตามที่หลายคนทราบกันดีนะครับว่าแนวทางในการรักษาโรคเบาหวาน คือ การใช้ “อินซูลิน” ที่ตับอ่อนสร้างขึ้นในการรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2022 ที่ผ่านมาได้มีงานวิจัยของสถาบัน Salk Institute for Biological Studies ในสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบโมเลกุลที่สอง ซึ่งผลิตขึ้นในเนื้อเยื่อไขมันเช่นเดียวกันกับอินซูลินที่สามารถทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งการค้นพบนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับโรคเบาหวาน และยังเป็นการวางรากฐานสำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ หรือเมแทบอลิซึม (Metabolism) อีกด้วย


2. วัสดุนาโนช่วยดักจับยา ตัวช่วยรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด

มาถึงงานวิจัยชิ้นที่ 2 กันแล้วนะครับ เชื่อว่างานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยเพิ่มความหวังให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเมื่อเราพูดถึงโรคมะเร็งแล้ว นอกจากจะเสียขวัญและกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้าย ขั้นตอนการรักษาในการทำเคมีบำบัดหรือการทำคีโมฯ ก็ขึ้นชื่อในเรื่องความเจ็บปวดและทรมานหลังการรักษา เนื่องจากถึงแม้ว่ากระบวนการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดจะช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความเสี่ยงในการทำร้ายเซลล์ดีในร่างกายของเราด้วย จึงทำให้ผู้ป่วยร่างกายอ่อนแอลงหลังการเข้ารักษา ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้เป็นของมหาวิทยาลัย Penn State รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการวิจัยและถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2022 ถึงการพัฒนาวัสดุนาโนประเภทใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อดักจับยาเคมีบำบัด เพื่อป้องกันเซลล์เนื้อเยื่อที่ดีและแข็งแรงอยู่ไม่ให้ถูกทำลายได้พร้อมกับเซลล์มะเร็งในช่วงการทำเคมีบำบัด นั่นหมายถึงอาการเจ็บปวดหลังการทำเคมีบำบัดก็มีแนวโน้มที่ลดน้อยลงได้นั่นเองครับ


3. ยาตัวใหม่ที่จะมารักษาโรคอัลไซเมอร์

สำหรับงานวิจัยชิ้นต่อมานับได้ว่าเป็นข่าวดีที่สุดอีกหนึ่งข่าวสำหรับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เลยก็ว่าได้นะครับ เนื่องจากโรคทางสมองชนิดนี้ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เพียงเท่านั้น จากผลการวิจัยโดย Cleveland Clinic รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 6 ธันวาคม 2021 ที่ผ่านมา พบว่า “ยาซิลเดนาฟิล” (Sildenafil) ซึ่งเป็นยาที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา เพื่อใช้ในการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศชาย และใช้รักษาอาการความดันโลหิตสูงในปอด เป็นยาที่มีแนวโน้มว่าจะช่วยป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของผู้ป่วยมากกว่า 7 ล้านคน นักวิจัยระบุว่าการใช้ยาซิลเดนาฟิลมีความเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง 69% เลยทีเดียวครับ


4. หงุดหงิด หัวร้อน ออกกำลังกายหนัก อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้

มาถึงงานวิจัยชิ้นสุดท้ายกันแล้วนะครับ ขอบอกเลยครับว่านอกจากจะมีประโยชน์ในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แล้ว ยังช่วยให้คุณมีสุขภาพจิตที่ดี ที่เป็นรากฐานของการมีสุขภาพที่ดีตามมาด้วยนะครับ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย National University of Ireland Galway ประเทศไอร์แลนด์ ที่ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2021 พบว่าความโกรธ ความหงุดหงิดอารมณ์เสียมีผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นจากอารมณ์ปกติกว่า 30% ในช่วงหนึ่งชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังพบว่าการออกแรงอย่างหนักนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือกสมองราว 60% ในช่วงหนึ่งชั่วโมงหลังจากการออกแรงอย่างหนักอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ 4 งานวิจัยที่ reserve magazine นำมาฝากในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าผลจากงานวิจัยเหล่านี้ในปัจจุบันจะยังไม่ได้นำมาใช้จริง แต่ก็นับเป็นทิศทางที่ดีของการรักษาโรคยอดฮิตสำหรับผู้สูงวัยในอนาคตครับ และเชื่อหรือไม่ครับว่าโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ส่วนมากมักมาจากความเครียดและปัญหาทางด้านอารมณ์แทบทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพจิตจึงมีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย ก่อนจากกันไปผมมีเครื่องมือดูแลจิตใจและอารมณ์ ที่พร้อมใช้งานในประเทศไทยมาฝากทุกคนกันครับ

แอปพลิเคชัน Moodfit


1. ดูแลสุขภาพจิตใจรอบด้านด้วยแอปพลิเคชัน Moodfit

ชวนคุณมาดูแลจิตใจและอารมณ์ด้วยแอปพลิเคชัน Moodfit ตัวช่วยที่ทำให้เราได้เรียนรู้จิตใจตนเอง โดยแอปพลิเคชันนี้ทำหน้าที่เป็นตัวบันทึกและวิเคราะห์อารมณ์ของเราในแต่ละวัน เพื่อการสร้างนิสัยให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตที่แข็งแรง มีความคิดเชิงบวก นอกจากนั้นยังมีแบบฝึกหัดการหายใจให้เรารู้สึกสงบอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิและช่วยลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ครบจบทุกเรื่องในการดูแลสุขภาพใจที่ไม่ควรพลาด

แอปพลิเคชัน Moodkit


2. ฟีเจอร์ตรวจสอบความคิดจากแอปพลิเคชัน MoodKit

คุณเคยมีความรู้สึกด้านลบแล้วหาทางจัดการอารมณ์ไม่ได้บ้างไหมครับ ฟีเจอร์ Thought Checker จากแอปพลิเคชัน MoodKit สามารถเข้ามาเป็นตัวช่วยในการตรวจกรองความคิด จัดการอารมณ์ด้านลบของเราได้อย่างอยู่หมัด เมื่อเราเจอสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความคิดและความรู้สึกด้านลบ ฟีเจอร์นี้จะให้เราลองปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ให้เป็นด้านบวกมากขึ้นในสถานการณ์เดิม แล้วให้เขียนความคิดด้านบวกลงไปในแอป เมื่อเราใช้งานซ้ำ ๆ ในสถานการณ์เดิม ๆ ก็จะช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความรู้สึกด้านลบ หรือค่อย ๆ เปลี่ยนความรุนแรงของความรู้สึกไปได้ครับ


แอปพลิเคชัน calm


3. ฝึกทำสมาธิง่าย ๆ ด้วยแอปพลิเคชัน Calm

พื้นที่สำหรับการปลดปล่อยใจให้เป็นอิสระแล้วมากำหนดจิต จับความรู้สึกของตนเองในช่วงเวลาที่เกิดความเครียด ความกังวล โดยแอปพลิเคชัน Calm นี้เป็นตัวช่วยสำหรับการฝึกทำสมาธิยอดฮิตที่มียอดดาวน์โหลดไปมากกว่า 50 ล้านครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นและฟื้นฟูจิตใจให้สงบด้วยฟีเจอร์เสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฝนตก เสียงคลื่น เสียงใบไม้

จากงานวิจัยในการรักษาโรคยอดฮิตของผู้สูงวัยที่กล่าวไว้ข้างต้น มาจนถึงทั้ง 3 ตัวช่วยในการดูแลจิตใจและอารมณ์ที่นำมาฝากกันครั้งนี้ หวังว่าวิวัฒนาการด้านการแพทย์และเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นข่าวดีให้ทุกคนได้อุ่นใจในแนวทางการรักษาใหม่ ๆ พร้อมทั้งยังทำให้เราสามารถดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นได้ด้วยตนเองและพร้อมรับมือกับทุกอารมณ์ที่เข้ามาในชีวิตได้นะครับ และสำหรับ ttb reserve เองก็มีเอกสิทธิ์พิเศษที่เป็น Exclusive Health & Wellness ในการดูแลสุขภาพมากมายให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรได้เลือกรับบริการ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

ที่มา :
www.sciencedaily.com/releases/2022/01/220104112231.htm
www.sciencedaily.com/releases/2022/01/220105151343.htm
www.sciencedaily.com/releases/2021/12/211206113001.htm
www.sciencedaily.com/releases/2021/12/211202141529.htm