external-popup-close

คุณกำลังจะออกจากเว็บไซต์
ttbbank.com ไปยังเว็บไซต์อื่น

ตกลง

ส่งต่อความสำเร็จได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับการจัดการมรดก

30 ส.ค. 2564

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเป็นพ่อแม่อย่างเราอยากส่งต่อรอยยิ้ม ความห่วงใย และความอุ่นใจให้กับลูกในทุกวัน เสมือนเป็นแรงผลักดันให้เขากล้าเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายในชีวิตนับตั้งแต่วันที่เขาเกิดจนค่อย ๆ เติบโตและประสบความสำเร็จในที่สุด

วันนี้หากเราต้องการส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่นและต่อยอดความมั่นคงในแต่ละช่วงชีวิตของคนที่เรารักแล้ว การวางแผนจัดการความมั่งคั่งหรือมรดกนับเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุด และจะดีกว่ามั้ยครับ...หากเราเริ่มวางแผนจัดการและปูทางไปสู่ความสำเร็จให้กับคนที่เรารักตั้งแต่วันนี้

วางแผนจัดการมรดกอย่างไรดี?
อย่างแรกเราไม่ควรคิดว่าการวางแผนจัดการมรดกเป็นเพียงการส่งต่อทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่น แต่เป็นสิ่งสำคัญในการส่งต่อความมั่นคงและความสำเร็จให้แก่คนที่เรารักครับ และเคล็ดลับง่าย ๆ ที่เราอยากแนะนำและทุกคนสามารถนำมาใช้กันได้ นั่นก็คือการใช้กลยุทธ์การลงทุนมาวางแผนจัดการมรดก ซึ่งหมายถึง การวางแผนให้เร็ว เพราะการวางแผนไว้ล่วงหน้าจะทำให้เรามีเวลาเพียงพอในการคิดวางแผนได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม และการกระจายความเสี่ยงให้มากที่สุด ซึ่งเหมือนกับแผนการลงทุนที่หลากหลายจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในทุกสภาวะตลาด การจัดการความมั่งคั่งหรือมรดกก็ควรมีการวางแผนไว้หลายรูปแบบให้รับกับสถานการณ์ทางการเงินในแต่ละช่วงเวลาด้วยเช่นกันครับ

สิ่งที่คุณต้องคิดเป็นอันดับแรกคือ “ภาษีมรดก”
การวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งเพื่อเป็นมรดกนั้น เราควรคำนึงเรื่องภาษีมรดกเสมอ คุณรู้หรือไม่ว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท (หลังการหักหนี้สินที่ตกทอดมา) ในอัตรา 5% (หากผู้รับเป็น บิดา มารดา หรือลูกหลาน) หรืออัตรา 10% (หากผู้รับเป็นบุคคลอื่น) โดยยกเว้นการจัดเก็บภาษีมรดกแก่คู่สมรสตามกฎหมาย ดังนั้นการวางแผนส่งต่อมรดกอย่างรอบคอบ ช่วยให้เราสามารถส่งต่อทรัพย์มรดกที่สะสมมาทั้งชีวิตให้แก่ลูกหลานได้อย่างเต็มที่ และไม่ทิ้งภาระภาษีมรดกให้กับผู้รับมรดกครับ

จะส่งต่อมรดกรูปแบบไหนดี?
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกส่งต่อมรดกแบบไหนดี เราลองมาดูตัวอย่างการส่งต่อมรดกในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจและเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเราได้ดีที่สุดกันครับ

รูปแบบที่ 1 “การทยอยให้” เราสามารถทยอยให้ทรัพย์สินแก่ลูกในมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี (ซึ่งเป็นจำนวนที่ได้รับยกเว้นภาษี) โดยค่อย ๆ ทยอยให้ไปจนเกิน 100 ล้านบาทก็ได้ แต่ถ้าเรามีทรัพย์สินมีมูลค่าสูงมากหน่อย ก็อาจจะใช้เวลานานหน่อยนะครับ

แล้วการทยอยให้ควรใช้กับทรัพย์สินแบบใด ? คำตอบก็คือ ควรเป็นทรัพย์สินที่แบ่งแยกเป็นหน่วยย่อย ๆ ได้ เช่น ที่ดิน โดยแบ่งที่ดินเป็นส่วน ๆ ในราคาไม่เกิน 20 ล้านบาท แล้วก็ทยอยโอนจนครบที่ดินแปลงนั้น ๆ คุณรู้มั้ยครับว่า ที่ดินมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี หากคำนวณเป็นภาษีมรดกก็จะสูงขึ้นตามราคาที่เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่ถ้าเราทยอยให้จะช่วยลดภาระภาษีได้ดีทีเดียว เพราะเสียแค่ค่าธรรมเนียมการโอน และค่าอากรแสตมป์ อย่างละ 0.5% ของราคาประเมินเท่านั้นครับ

นอกจากนี้เราสามารถทยอยให้กับทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น หุ้นบริษัท หรือ รถยนต์ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะรถยนต์วินเทจ ที่นอกจากช่วยเติมเต็มความสุขของเราในวันนี้แล้ว ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นมรดกที่สามารถส่งต่อให้กับลูกได้ ดังนั้นการสะสมรถยนต์หลายคันไว้ในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งนี้ทั้งนั้นเราควรวางแผนส่งต่อทรัพย์สินประเภทนี้ให้ดีนะครับ ซึ่งวิธีการทยอยให้ก็ถือว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมเพราะมีค่าธรรมเนียมการโอนไม่มากครับ

รูปแบบที่ 2 “การทำพินัยกรรม” เป็นรูปแบบดั้งเดิมของการจัดการส่งต่อมรดกและความมั่งคั่งแก่ลูกที่ยังคงใช้ได้เสมอ เหมาะกับกรณีเรามีมรดกไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือลูกแต่ละคนได้รับมรดกไม่เกิน 100 ล้านบาท การส่งต่อรูปแบบนี้เปิดโอกาสให้เราบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเองได้อย่างเต็มที่ ทั้งการใช้เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งและตอบสนองความสุขของตนเอง เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศหรือต่างประเทศเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือการใช้เงินเพื่อกิจกรรมทางสังคม เป็นต้น แต่การทำพินัยกรรมอาจไม่สามารถการันตีมูลค่าทรัพย์สินที่จะส่งต่อไปยังลูกหลานเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ เพราะในบางสถานการณ์ มรดกที่เคยวางแผนไว้ว่าจะส่งต่อให้ลูกหลานอาจไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เช่น หุ้นที่เราซื้อไว้อาจมีมูลค่าลดลง และธุรกิจที่คิดว่ากำลังไปได้สวยในปัจจุบัน อาจได้รับความนิยมน้อยลงในอนาคต หรือไม่ได้เติบโตมากนักในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นต้น

รูปแบบที่ 3 “การทำประกันชีวิตให้กับตัวเอง” เคล็ดลับง่าย ๆ เพียงเรานำทรัพย์มรดกที่เกิน 100 ล้านบาทไปทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพแก่ตนเองเพื่อคุ้มครองการเสียชีวิต ซึ่งลูกหลานก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนหลังจากที่เราจากไป โดยเงินก้อนที่ว่านี้เรียกว่าเงินสินไหมทดแทน และการส่งต่อมรดกรูปแบบนี้ไม่เกิดภาระภาษีมรดกไม่ว่าเงินสินไหมทดแทนจะสูงเพียงใดครับ ดังนั้นหากเรามีเงินสดส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจหรือใช้ในการลงทุน เราควรแบ่งเงินส่วนนี้ไปทำประกันชีวิตให้กับตนเอง เพื่อช่วยสร้างหลักประกันของการส่งต่อทรัพย์มรดกแก่ลูกครับ

และมาที่รูปแบบที่ 4 กันบ้างครับ “การทำประกันชีวิตให้กับลูก” เราสามารถเลือกทำประกันชีวิตให้กับลูกในรูปแบบประกันออมทรัพย์ โดยเลือกแผนกรมธรรม์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปเงินคืนของทุนประกันภัยในแต่ละปี โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ได้รับผลตอบแทนตลอดชีพให้กับลูก ซึ่งวิธีนี้เป็นการวางแผนจัดการทรัพย์สินของเราให้ลูกในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิด เข้าเรียน เริ่มทำงาน จนถึงตอนที่เค้าสร้างครอบครัวของเค้าเอง โดยผลตอบแทนที่แน่นอนของทุนประกันช่วยการันตีว่าลูกเราจะไม่พลาดสิ่งที่ดีที่สุด เช่น มีเงินก้อนเพื่อการศึกษาในต่างประเทศหรือเพื่อใช้ลงทุนธุรกิจ เป็นต้น

หากคุณกำลังเฝ้ามองการเติบโตของลูกไปพร้อมกับการวางแผนอนาคตเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดี การทำประกันชีวิต ‘ทีทีบี เดอะ เทรเชอร์’ ให้กับลูก ถือเป็นตัวเลือกที่ดีของการส่งต่อความมั่นคงให้กับลูกในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนมากเช่นในขณะนี้ เนื่องจากผลตอบแทนที่แน่นอนในแต่ละปี จะช่วยทำให้การวางแผนทางการเงินให้กับลูกนั้นง่ายขึ้น และหมดความกังวลใจในสถานการณ์ความไม่แน่นอนได้ พิเศษสำหรับลูกค้า ttb reserve ให้คุณต่อยอดความมั่งคั่งได้ไวขึ้น เพียงชำระเบี้ยประกันภัยด้วยบัตรเครดิต ttb reserve ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิ.ย. 65 รับคะแนนสะสมพิเศษสูงสุด 10 เท่า และสามารถแลกคะแนนได้อย่างคุ้มค่า และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ผ่าน ttb reserve catalog


หมายเหตุ :

  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
  • รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิตและรับผิดชอบในฐานะนายหน้าเท่านั้น


ที่มา : พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558