external-popup-close

คุณกำลังออกจากเว็บไซต์ ทีทีบี
เพื่อเข้าสู่

https://www.ttbbank.com/

ตกลง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร ทำความเข้าใจ ก่อนโดนเรียกย้อนหลัง!

# fintips #รอบรู้เรื่องกู้ยืม #ภาษีหัก ณ ที่ จ่าย #คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย #บัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช
30 มี.ค. 2569

สำหรับผู้ประกอบการหรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือน คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยเฉพาะเวลาที่ได้รับเงินค่าจ้างก็มักจะถูกหักเงินส่วนนี้ไปก่อนเสมอ เชื่อว่าหลายคนสงสัยว่าเงินที่หายไปคือเงินในส่วนไหน ทำไมต้องถูกหัก แล้วเราจะคำนวณหรือจัดการได้อย่างไร ในบทความนี้ fin tips by ttb จะมาสรุปทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบเข้าใจง่าย พร้อมวิธีคำนวณและคำถามที่พบบ่อย เพื่อให้คุณจัดการเรื่องภาษีได้อย่างถูกต้อง ป้องกันปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง


ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) คือการที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักเงินส่วนหนึ่งไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้กับผู้รับเงิน แล้วนำเงินส่วนที่หักไว้นี้ส่งให้กรมสรรพากร พูดง่าย ๆ คือเป็นการทยอยจ่ายภาษีล่วงหน้า แทนที่ผู้รับเงินจะต้องรอจ่ายภาษีเป็นก้อนใหญ่ทีเดียวตอนสิ้นปี กรมสรรพากรจึงใช้วิธีนี้ให้ผู้จ่ายเงินช่วยเก็บภาษีนำส่งให้ก่อนเลย


ทำไมเราถึงต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเงินที่ได้มาไม่เต็มจำนวน? เหตุผลก็เพราะภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบเก็บภาษีล่วงหน้า เพื่อให้ทั้งประชาชนและภาครัฐจัดการภาษีได้ง่ายขึ้น โดยระบบนี้ช่วยให้เรา ไม่ต้องจ่ายภาษีก้อนใหญ่ทีเดียวตอนสิ้นปี เพราะส่วนหนึ่งถูกหักไว้ล่วงหน้าแล้วในทุกครั้งที่มีรายได้ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าจ้างฟรีแลนซ์ต่าง ๆ

ในอีกมุมหนึ่ง ภาครัฐเองก็สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่าประชาชนมีการชำระภาษีเข้าระบบอย่างสม่ำเสมอ และยังช่วยลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีได้อีกทางหนึ่งด้วย


ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ผู้ที่มีหน้าที่หัก ภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ผู้รับเงิน แต่คือผู้จ่ายเงินซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนหรือผู้ประกอบการที่จดทะเบียนพาณิชย์ โดยมีหน้าที่ดังนี้

  • ผู้จ่ายเงินที่เป็นนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินได้ตามประเภทที่กฎหมายกำหนดให้กับผู้รับเงิน ไม่ว่าผู้รับเงินจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • ผู้รับเงิน คือผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดา เช่น ฟรีแลนซ์ พนักงาน และนิติบุคคลโดยมีหน้าที่รับหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษีประจำปี


อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามประเภทเงินได้ มีอะไรบ้าง

อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ที่จ่าย ซึ่งอัตราที่พบบ่อยในทางธุรกิจมีดังนี้

เงินเดือน

1. ค่าจ้างและเงินเดือน (เงินได้ประเภทที่ 1)

สำหรับค่าจ้างและเงินเดือน ซึ่งจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 1 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะถูกคำนวณจากเงินได้ของพนักงานประจำตามอัตราก้าวหน้า (Progressive Tax Rate) ของกรมสรรพากรหรือภาษีแบบขั้นบันได โดยนายจ้างหรือนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน โบนัส หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ก่อนจ่ายให้พนักงาน และนำส่งแบบ ภ.ง.ด.1 ให้แก่กรมสรรพากรตามกำหนด ส่วนพนักงานจะได้รับใบแนบ ภ.ง.ด.1 ก จากนายจ้างเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีส่วนตัว เช่น แบบ ภ.ง.ด.90/ภ.ง.ด.91 ซึ่งการหักภาษีนี้ช่วยให้พนักงานไม่ต้องจ่ายภาษีก้อนใหญ่ในตอนสิ้นปี และยังทำให้การเสียภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

2. ค่าจ้างทำของ, ค่าบริการ, จ้างรับเหมา (เงินได้ประเภทที่ 7 และ 8)

สำหรับการจ้างบุคคลหรือบริษัททำงานทั่วไป เช่น ฟรีแลนซ์ทำบัญชี, ที่ปรึกษา หรือจ้างทำของ (ไม่ใช่วิชาชีพเฉพาะ) ตัวอย่างเช่น บริษัทจ้างช่างทำเฟอร์นิเจอร์ 50,000 บาท จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เท่ากับ 1,500 บาท

3. ค่าบริการวิชาชีพอิสระ (เงินได้ประเภทที่ 6)

สำหรับวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น ทนายความ แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชีและประณีตศิลปกรรม ตัวอย่างเช่น จ้างสถาปนิกออกแบบบ้าน 100,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หรือเท่ากับ 3,000 บาท

4. ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (เงินได้ประเภทที่ 5)

หักภาษี 5% ของรายได้ เมื่อจ่ายค่าเช่าสถานที่ เช่น เช่าออฟฟิศ อาคารหรือที่ดิน ตัวอย่างเช่น บริษัทเช่าออฟฟิศเดือนละ 200,000 บาท จะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10,000 บาท

5. ค่าโฆษณา (เงินได้ประเภทที่ 8)

สำหรับค่าจ้างโฆษณา เช่น จ่ายค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าผลิตสื่อ ตัวอย่างเช่น จ้างบริษัททำโฆษณาออนไลน์ 50,000 บาท จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 2% หรือ 1,000 บาท

6. ค่าขนส่ง (เงินได้ประเภทที่ 8)

หักภาษี 1% ใช้กับค่าขนส่งล้วน ๆ ที่ไม่รวมบริการอื่น เช่น จ้างบริษัทโลจิสติกส์จัดส่งสินค้า ตัวอย่างเช่น จ้างขนส่งสินค้า 30,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 300 บาท

7. ค่าดอกเบี้ย (เงินได้ประเภทที่ 8)

เมื่อจ่ายดอกเบี้ยให้บุคคลธรรมดาหรือบริษัท เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคลหรือดอกเบี้ยพันธบัตร รัฐกำหนดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังนี้

  • บุคคลธรรมดา ดอกเบี้ยเงินฝากที่บุคคลธรรมดาได้รับถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี โดยธนาคารจะเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทของบัญชี หากเป็นดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากประจำหรือบัญชีเงินฝากประเภทอื่นที่ไม่ใช่ออมทรัพย์ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ทันทีไม่ว่าจะได้รับดอกเบี้ยจำนวนเท่าใด
    • เช่น ได้รับดอกเบี้ย 10,000 บาท จะถูกหักภาษี 15% เป็นจำนวน 1,500 บาท ขณะที่ดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หากดอกเบี้ยรวมจากทุกธนาคารไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ธนาคารจะไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากเกิน 20,000 บาทต่อปี จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15%
  • นิติบุคคล หักภาษี 1% – 3% เช่น บริษัทจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้บริษัทอื่น 50,000 บาท อัตราภาษี ณ ที่จ่าย 3% หรือ 1,500 บาท

8. เงินปันผล (เงินได้ประเภทที่ 8)

เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น มีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามประเภทผู้รับดังนี้

  • บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผล เช่น บริษัทจ่ายเงินปันผลให้บุคคลธรรมดา 20,000 บาท หักภาษี 10% หรือ 2,000 บาท
  • นิติบุคคล หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แต่สามารถเครดิตภาษีได้ตามกฎหมาย เช่น บริษัทจ่ายเงินปันผลให้บริษัทอื่น 100,000 บาท หักภาษี 10% หรือ 10,000 บาท
ประเภทเงินได้ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล
ค่าจ้างและเงินเดือน หักตามอัตราก้าวหน้า
(Progressive Rate)
-
ค่าจ้างทำของ / ค่าบริการ / จ้างรับเหมา 3% 3%
ค่าบริการวิชาชีพอิสระ 3% 3%
ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ 5% 5%
ค่าโฆษณา 2% 2%
ค่าขนส่ง 1% 1%
ค่าดอกเบี้ย 15% 1% - 3%
เงินปันผล 10% 10% (รับเครดิตทางภาษีได้)


วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร?

วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย สามารถแบ่งออกได้ 2 รูปแบบหลัก ดังนี้

1. วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบออกให้ตลอดไป

เงินได้ที่ต้องจ่าย x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ÷ (100 - อัตราภาษี ณ ที่จ่าย) = ภาษี ณ ที่จ่าย ที่ต้องหัก

ตัวอย่างเช่น บริษัท A จ้างฟรีแลนซ์ B ทำกราฟิกในราคา 15,000 บาท สามารถคำนวณได้ ดังนี้

  • 15,000 x 3 ÷ (100 - 3) = ภาษีที่ต้องหัก 447 บาท
    เพราะฉะนั้นบริษัท A ต้องหักเงินไว้ 447 บาท เพื่อนำส่งสรรพากร และฟรีแลนซ์ B จะได้รับเงิน จำนวน 14,553 บาท

2. วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบออกให้ครั้งเดียว

กรณีนี้เป็นการออกภาษีแทนผู้รับเงิน (Gross-up) ซึ่งหมายความว่า ผู้ว่าจ้างต้องการให้ผู้รับเงินได้รับเงินเต็มจำนวนตามที่ตกลงไว้ โดยผู้ว่าจ้างจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพิ่ม แทนที่จะให้ผู้รับเงินเป็นคนหักภาษีเอง ทำให้ผู้รับเงินได้รับเงินตามจำนวนที่ตกลงตั้งแต่แรกและไม่เสียภาษีเพิ่มเติมจากค่าจ้างที่ได้รับ ทั้งนี้ สามารถคำนวณจากสูตรได้ ดังนี้

เงินได้ที่ต้องจ่าย + (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายออกให้ครั้งเดียว) x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย = ภาษี ณ ที่จ่าย ที่ต้องหัก

ตัวอย่างเช่น บริษัท A จ้างฟรีแลนซ์ B ทำกราฟิกในราคา 15,000 บาท สามารถคำนวณได้ ดังนี้

  • 15,000 x 3% = ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ออกให้ครั้งเดียว 450 บาท
  • จำนวนเงินภาษี ณ ที่จ่าย แบบออกให้ครั้งเดียวจะเท่ากับ 15,000 + 450 x 3% = 463.5 บาท

ดังนั้น ฟรีแลนซ์ B ก็จะได้รับเงินค่าจ้างในครั้งนี้ จำนวน 14,536.5 บาท


ขั้นตอนการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย

หลังจากที่ผู้ว่าจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายจากคู่สัญญาหรือพนักงานเรียบร้อยแล้ว ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีดังกล่าวให้กับ กรมสรรพากร ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้

  1. ตรวจสอบข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าตรงตามอัตราภาษีและประเภทเงินได้ที่จ่ายหรือไม่ รวมทั้งยืนยันรายละเอียดของผู้รับเงิน เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและหมายเลขบัญชี
  2. จัดทำแบบฟอร์มภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใช้แบบ ภ.ง.ด. 1/3/53/54 ตามประเภทเงินได้ จากนั้นกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เช่น จำนวนเงินที่จ่าย ภาษีที่หัก ประเภทเงินได้และข้อมูลผู้รับเงิน
  3. ยื่นแบบและชำระเงินภาษี ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ระบบ e-Withholding Tax ของกรมสรรพากร, ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือนำส่งแบบและชำระเงินโดยตรงได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
  4. เก็บหลักฐานการชำระเงินและออกหนังสือรับรอง เก็บใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงินไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax Certificate) ให้กับผู้รับเงิน เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเสียภาษี
  5. ยื่นรายงานประจำปี ในกรณีที่มีการหักภาษีหลายครั้งตลอดปี ผู้ว่าจ้างต้องจัดทำรายงานภาษีหัก ณ ที่จ่ายประจำปี และยื่นให้กรมสรรพากรตามกำหนด โดยต้องนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปหรือภายในวันที่ 15 ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและลดความเสี่ยงจากค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น

จ่ายภาษี


สรุปบทความ

การทำความเข้าใจเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ต้องหักเงินนำส่ง หรือฟรีแลนซ์และพนักงานที่ถูกหักเงิน เพราะการจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้องจะช่วยให้เราบริหารเงินได้ดีขึ้น และที่สำคัญเป็นการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ เงินส่วนที่ถูกหักไว้นี้ไม่ได้หายไปไหน แต่จะถูกนำไปรวมเป็นเครดิตภาษีตอนเรายื่นภาษีประจำปี

อย่างไรก็ตาม สำหรับฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากการถูกหักเงิน ทำให้สภาพคล่องขาดช่วงหรือต้องการเงินทุนสำรองฉุกเฉินเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการนำส่งภาษีให้ตรงเวลา ดังนั้นการมีตัวช่วยทางการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ บัตรกดเงินสดทีทีบี แฟลช อีกหนึ่งทางเลือกที่จะเข้ามาช่วยให้คุณมีเงินสดสำรองสำหรับจัดการค่าใช้จ่ายด่วน หรือเสริมสภาพคล่องได้ สนใจสอบศึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ttb contact center โทร. 1428

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
บัตรกดเงินสด ทีทีบีแฟลช อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี
*เงื่อนไขการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ttbbank.com


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เป็นฟรีแลนซ์ รับเงินจากบุคคลธรรมดา ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่?

หน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนเท่านั้น หากฟรีแลนซ์รับงานจากบุคคลธรรมดาด้วยกันเอง จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ฟรีแลนซ์ยังคงมีหน้าที่นำรายได้นั้นไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีด้วยตนเอง

หากลืมหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือนำส่งล่าช้า จะเกิดอะไรขึ้น?

ความรับผิดชอบจะตกอยู่ที่ผู้จ่ายเงิน หากลืมหักหรือนำส่งภาษีล่าช้า ผู้จ่ายต้องชำระภาษีส่วนนั้นแทนผู้รับเงิน พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง และอาจมีค่าปรับการยื่นแบบล่าช้าอีกไม่เกิน 2,000 บาท ตามกฎหมายกำหนด

จ่ายค่าบริการไม่ถึง 1,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

ตามมาตรา 50/1 แห่งประมวลรัษฎากรระบุไว้ว่า หากการจ่ายเงินค่าบริการในครั้งนั้น ๆ มีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก็ได้ ยกเว้น กรณีที่มีสัญญาจ้างต่อเนื่อง ถึงแม้จะแบ่งจ่ายครั้งละไม่ถึง 1,000 บาท ก็ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวกในการจัดการทางบัญชี หลายบริษัทเลือกที่จะหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้ง ไม่ว่ายอดจะถึง 1,000 บาทหรือไม่ก็ตาม

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) สำคัญอย่างไร?

สำคัญมากสำหรับผู้รับเงิน เพราะเอกสาร 50 ทวิ คือหลักฐานเพียงอย่างเดียวที่ยืนยันว่าเราได้ถูกหักภาษีล่วงหน้าไปแล้ว เราจำเป็นต้องใช้เอกสารนี้ในการกรอกข้อมูลตอนยื่นภาษีเงินได้ประจำปี (ภ.ง.ด. 90, 91) เพื่อขอเครดิตภาษีคืน หรือนำไปหักลบกับภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม หากไม่มีเอกสารนี้ จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนจากภาษีที่จ่ายล่วงหน้าไปได้เลย

หักภาษีจากยอดรวม VAT ได้ไหม?

ตามกฎหมาย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะต้องหักจากยอดก่อนรวม VAT หรือยอดเงินที่ใช้คำนวณภาษี คือค่าบริการหรือค่าจ้างสุทธิที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ทุกครั้งหรือไม่?

โดยปกติ ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน ยกเว้นกรณีที่ยอดจ่ายต่ำกว่า 1,000 บาท (ตามข้อยกเว้นมาตรา 50/1) แต่ถ้าเป็นการจ่ายต่อเนื่องตามสัญญา แม้ครั้งละน้อยกว่า 1,000 บาท ก็ต้องหักภาษีทุกครั้ง

ถ้าไม่ออกใบ 50 ทวิจะมีผลอย่างไร?

ใบ 50 ทวิ ถือเป็นหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้าไม่ออก ผู้รับเงินอาจไม่สามารถนำเครดิตภาษีไปยื่นลดภาษีประจำปีได้ รวมทั้งอาจถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร และเสี่ยงถูกปรับหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • https://flowaccount.com/blog/wht-basic-knowledge/#2_ค่าจ้างทำงานหรือบริการ_เงินได้ประเภทที่_2_หักตามอัตราก้าวหน้า_หัก_0
  • https://www.itax.in.th//pedia/ภาษีเงินได้หัก-ณ-ที่จ่าย/