บัญชี "ใช้" กับ "ออม" คือบัญชีเดียวกัน คนไทยส่วนใหญ่มีเงินฝาก แต่ไม่ได้แยกบัญชีออมจริงจัง พอเห็นเงินรวมกันเยอะ ๆ ก็เผลอใช้จ่ายเกินความจำเป็น บางทีเราตั้งใจไว้แล้วว่าจะใช้เท่านี้ แม้จะตั้งลิมิตไว้แล้ว หากไม่แยกบัญชียังไงการออมเงินก็ไม่สำเร็จ
สายป่านสั้น มีคนไทยแค่ 1 ใน 4 ที่มั่นใจว่าถ้าตกงานวันนี้ จะอยู่ได้เกิน 6 เดือน แต่นี่...คือสัญญาณอันตราย! หากวางแผนที่จะลาออก อย่างน้อยต้องมีเงินสำรอง 6 เดือนขึ้นไป
ตกม้าตายเรื่อง "ดอกเบี้ยทบต้น” คนไทยส่วนใหญ่เก่งเรื่องนิยามการเงิน แต่คำนวณ "ดอกเบี้ยทบต้น" ได้คะแนนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทำให้มองไม่เห็นภาพว่าเงินก้อนเล็ก ๆ วันนี้ จะโตเป็นเงินก้อนยักษ์ในอนาคตได้ยังไง
กับดัก Digital Content โลกโซเชียลและโปรโมชัน "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" มันช่างล่อตาล่อใจ ทำให้เราเผลอใช้ชีวิตเพื่อวันนี้จนลืมมองวันหน้า เผลอแปบเดียวยอดที่ต้องจ่ายรายเดือนสูงปรี้ด กลายเป็นดินพอกหางหมู หมุนเงินไม่ทัน
3 สเต็ปฟินทิปแก้เกม... เริ่มวันนี้ยังไม่สาย!
1. แยกบัญชี "เงินใช้" กับ "เงินออม" ออกจากกัน
อันนี้สำคัญมาก! ใครที่แยกบัญชีชัดเจนมักจะบริหารเงินได้ดีกว่า ลองมองหาบัญชีเงินฝากยุคใหม่ที่มีลูกเล่นช่วยออม (Nudge) เช่น ฟีเจอร์เก็บเล็กผสมน้อย หรือบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูงถ้าเราออมสม่ำเสมอ
2. พลังของ "ดอกเบี้ยทบต้น" คือเพื่อนแท้
อย่ามองข้ามเงินหลักร้อยหลักพัน การเริ่มออมตั้งแต่วัยเริ่มทำงานจะทำให้เราได้เปรียบเรื่อง "เวลา" ยิ่งออมนาน พลังดอกเบี้ยทบต้นจะช่วยทำงานให้เราเองโดยไม่ต้องเหนื่อยแรง
3. ตั้งเป้าหมายให้ชัด ไม่ใช่แค่ "อยากออม"
ลองเปลี่ยนจากคำว่า "จะออม" เป็น "ออมเพื่อซื้อบ้าน" "ออมเพื่อเที่ยว" หรือ "ออมเพื่อเกษียณแบบคนฉลาด” เป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้เราชนะมายาคติ "ของมันต้องมี" ได้ง่ายขึ้น
สรุป
การออมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เริ่มจากวินัยเล็ก ๆ จดรายรับ-รายจ่าย แล้วลองมองหาเครื่องมือการเงินที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์เราดู การออมไม่ใช่การ "อด" ในวันนี้ แต่มันคือการ "จองความสบาย" ให้ตัวเองในอนาคต ฟินทิปเป็นกำลังใจให้!
แหล่งที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
