หลายคนมองว่า “การเกษียณ” เป็นเรื่องไกลตัวของคนวัย 60 ปี แต่ความจริงแล้ว ชีวิตหลังเกษียณที่สงบและมีความสุข อาจจะไม่ใช่แค่อายุ 60 ปี แต่อาจจะอายุ 40+ ก็ได้ สมัยนี้ไม่ได้วัดกันที่เราจะหยุดทำงานเมื่ออายุเท่าไหร่ แต่วัดกันที่วันที่เรา “เริ่มวางแผนเกษียณ”
เพราะในวันที่รายได้ประจำหยุดลง ค่าใช้จ่ายในชีวิตกลับไม่ได้หยุดตาม ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ ค่าซ่อมบำรุงบ้าน และที่สำคัญที่สุดคือ “ค่าดูแลสุขภาพ” ที่มักโตตามอายุ สิ่งที่เราต้องการในวัยนั้นจึงไม่ใช่ชีวิตหรูหราอวดใคร แต่คือ “ความอุ่นใจ” ที่มีเงินพอใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น มีเหลือไว้ซื้อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ
แล้วต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ?
คำตอบของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับว่าเราอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบไหน วิธีเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด คือ ลองดูค่าใช้จ่ายของตัวเองในวันนี้ก่อน โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอาจลดลงเหลือประมาณ 70–80% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ แต่ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลของเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น วันนี้ใช้เดือนละ 30,000 บาท หลังเกษียณอาจประเมินเบื้องต้นไว้ประมาณ 21,000–24,000 บาทต่อเดือน จากนั้นลองถามตัวเองต่อว่า…
ถ้าเราเกษียณแล้ว ต้องใช้เงินแบบนี้ไปอีกกี่ปี?
ตัวอย่าง หากคาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอีก 20 ปี และต้องการใช้เงินเดือนละ 25,000 บาท = 25,000 × 12 เดือน × 20 ปี = 6,000,000 บาท
นี่เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น และยังต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อ รวมถึงค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่ารักษาพยาบาล การท่องเที่ยว การซ่อมบ้าน หรือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ต่าง ๆ ด้วย
ยิ่งเริ่มไว เงินยิ่งทำงานไว พลังของการ “เริ่มเร็ว” อย่ารอให้ใกล้เกษียณแล้วค่อยเริ่ม
เหตุผลที่เราควรรีบวางแผนตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการกดดันตัวเองให้เก็บเงินก้อนใหญ่ แต่เพื่อให้ “เวลา” เข้ามาช่วยเบาแรง
ตัวอย่างจาก ธปท. (เป้าหมายเงินเก็บ 1,000,000 บาท ณ อายุ 60 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี)
- เริ่มวางแผนตอนอายุ 31: ออมเพียงเดือนละ 1,250 บาท
- เพิ่งวางแผนตอนอายุ 51: ต้องออมสูงถึงเดือนละ 6,300 บาท
เห็นได้ชัดว่า “เริ่มเร็ว สำคัญกว่า เริ่มเยอะ” เพราะแรงส่งจากผลตอบแทนทบต้นจะช่วยขับเคลื่อนให้เงินออมเติบโตขึ้นเองในระยะยาว
4 เรื่องที่ควรทำ เพื่อให้เกษียณแล้วไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน
1. รู้ก่อนว่าเราใช้เงินเท่าไหร่
เริ่มจดรายรับ-รายจ่ายของตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละเดือนใช้เงินกับอะไรบ้าง และเมื่อเกษียณแล้ว ค่าใช้จ่ายไหนจะลดลงหรือหายไป
2. ออมเพื่อเกษียณอย่างสม่ำเสมอ
ธปท. แนะนำให้แบ่งเงินออมเพื่อเกษียณอย่างน้อยประมาณ 10% ของรายได้ และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ก็ควรเพิ่มเงินออมตามไปด้วย
ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินเหลือแล้วค่อยออม แต่ควรออมก่อนแล้วจึงใช้เงินที่เหลือ
3. ให้เงินทำงานด้วยการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง
เงินออมเพื่อเกษียณบางส่วนอาจนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทน แต่ควรเลือกการลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้
และเมื่อใกล้หรือเข้าสู่วัยเกษียณ การบริหารความเสี่ยงและสภาพคล่องก็ยิ่งสำคัญ เพราะเงินก้อนนี้คือเงินที่เราต้องใช้ดำรงชีวิตในระยะยาว
4. วางแผนใช้เงินหลังเกษียณ
มีเงินก้อนใหญ่ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้อย่างสบายใจตลอดชีวิต หากไม่มีแผนบริหารเงิน
ธปท. แนะนำให้มีเงินฝากที่มีสภาพคล่องประมาณ 2–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายประจำและเหตุฉุกเฉิน และอาจแบ่งเงินบางส่วนไปฝากประจำในระยะเวลาต่าง ๆ เพื่อบริหารสภาพคล่องและเพิ่มผลตอบแทน
เกษียณอย่างมีสุข ไม่ใช่แค่ "พออยู่" แต่คือการ "ได้ใช้ชีวิตในแบบ”ที่อยากใช้
เป้าหมายของการวางแผนการเงิน ไม่ใช่การกอดเงินก้อนใหญ่ที่สุดไว้โดยไม่ได้ใช้ชีวิตเลย แต่คือการเตรียมต้นทุนให้พร้อม เพื่อให้วันที่ไม่มีเงินเดือนเข้า เรายังคงมีสิทธิ์เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ
- ได้ตื่นมาจิบกาแฟกับครอบครัวแบบไม่รีบร้อน
- ได้เดินทางท่องเที่ยวปีละ 1-2 ครั้ง
- ได้ทานของอร่อยที่อยากทาน และมีงานอดิเรกฮีลใจ
- ได้ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี โดยไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน
การเกษียณที่มีความสุข อาจไม่ใช่การเป็นคนที่มีเงินมากที่สุด แต่คือการมี "เงินพอ" สำหรับชีวิตที่เราอยากใช้ และได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้… วันละเล็กวันละน้อย เพื่ออนาคตที่คุณจะได้ใช้ชีวิตที่ออกแบบได้ด้วยตัวคุณเอง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
