· ผลการประชุม Fed เมื่อคืนนี้ (13 ธ.ค.) ส่วนใหญ่ค่อนไปทาง Best Case Scenario ของเรา โดย Fed คงดอกเบี้ยที่ 5.25-5.50% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน และสำคัญกว่านั้นคือค่ากลางของ Dot Plot ในปี 2024 ปรับตัวลงตามที่เราคาดการณ์ โดยระบุว่า Fed มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยได้ 3 ถึง 4 ครั้ง จากที่เคยมองว่าดอกเบี้ยอาจลดได้เพียง 2 ครั้งในการประชุมเดือน ก.ย. ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ ระยะ 10 ปีปรับลงอย่างรวดเร็วจนใกล้ระดับ 4% พร้อมกับการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างร้อนแรงในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
· ด้าน Statement มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่มีข้อความที่ระบุว่าเงินเฟ้อได้ชะลอตัวลงตลอดทั้งปี และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมองว่า Fed ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ตลาดการเงินจึงตอบรับเชิงบวกทันทีหลังจากที่ผลการประชุมออกมา
· ในช่วงของการแถลงข่าว คุณ Powell ก็ไม่ได้มีคำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น และคุณ Powell ยังย้ำว่าการจะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต้องพิจารณาหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ยิ่งทำให้ตลาดมั่นใจมากขึ้นว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นได้จบสิ้นแล้ว พร้อมกับคาดการณ์ว่า Fed อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น โดยข้อมูลจาก CME Group ล่าสุดเปิดเผยว่ามีความน่าจะเป็นมากกว่า 60% เลยทีเดียวที่ Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่ปลายไตรมาส 1/24
มุมมองต่อตลาดการเงินในระยะต่อไป
· การชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ Fed ตัดสินใจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และ Fed ค่อนข้างยอมรับว่าเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวลงต่อ สะท้อนจากการปรับลดประมาณการเงินเฟ้อในปี 2023 ถึง 2025 ลง ซึ่งเรามองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่แนวโน้มเงินเฟ้อจะเป็นไปตามที่ Fed คาดการณ์ ส่วนหนึ่งจากราคาพลังงานที่จะทรงตัวในระดับต่ำอันเนื่องมาจากความต้องการใช้น้ำมันในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนยังไม่ฟื้นตัวได้ง่าย
· ทั้งนี้ แม้ว่า Fed จะปรับลดประมาณการ GDP ในปี 2024 ลงเล็กน้อยจาก +1.5% เป็น +1.4% แต่นั่นก็หมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ต่อเพียงแค่ในอัตราที่ลดลงเท่านั้น ไม่ได้กลับมาติดลบจนเกิดภาวะ Recession แต่อย่างใด สนับสนุนการคาดการณ์ของเราที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะ Soft Landing ในปี 2024 อันจะส่งผลให้ผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นยังสามารถเติบโตได้ และดึงดูดให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นต่อ โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech ของสหรัฐฯ ที่มีการนำเทคโนโลยี Generative A.I. มาใช้เพิ่มความสามารถในการทำกำไรอีกด้วย
· ด้าน Bond Yield มีแนวโน้มทยอยปรับตัวลงต่อแทบทั่วโลก เพราะนอกจาก Fed แล้ว ในวันพฤหัสฯ นี้จะมีการประชุมของธนาคารกลางฝั่งยุโรปทั้ง SNB, BoE และ ECB ซึ่งเรามองว่ามีโอกาสสูงที่จะคงดอกเบี้ยตาม Fed เนื่องจากเงินเฟ้อในฝั่งยุโรปชะลอตัวลงเร็ว และธนาคารดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะสื่อสารถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น อันจะช่วยให้ Bond Yield โดยเฉพาะระยะยาว ปรับตัวลงต่อไปได้ ส่งผลให้ราคากองทุนตราสารหนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อไป
คำแนะนำการลงทุน
กองทุนตราสารทุน:
· ทยอยสะสมโดยเฉพาะเมื่อย่อตัว:ES-USTECH, TMBUSBLUECHIP, TMBGER, ONE-EUROEQ, TMBINDAE
· ทยอยสะสม: TMB-ES-GCORE, TSF-A, ES-GAINCOME (Long Term), ES-GDIV (Long Term), และ UEV (Long Term)
กองทุนตราสารหนี้:
· ทยอยสะสมโดยเฉพาะเมื่อย่อตัว:TMBGF, TMB-ES-GSBOND, TMBGINCOME และ KT-CSBOND
Source: ttb InvestmentProduct Strategist, Bloomberg, CNBC, Reuters, Ryt9, Infoquest
